Main Home About Contact

CMMI(Capability Maturity Model Integration)

January 22nd, 2008 by Administrater

          CMMI เป็นมาตรฐานในการปรับปรุงคุณภาพซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพ เป็นที่รู้จักและยอมรับของสากล หากองค์กรใดได้รับ CMMI (แล้วแต่ level) ถือว่าองค์กรนั้นมี product และกระบวนการพัฒนา product ที่มีประสิทธิภาพ เป็นที่น่าเชื่อถือของลูกค้า และเป็นตัวการันตีชิ้นงานที่ออกไป 
         
ดังนั้นปัจจุบันองค์กรและบริษัทจำนวนมากต้องการนำ CMMI มาใช้ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้อยู่ในระดับที่ต้องการ (มี 5 ระดับ)           CMMI จะมีวิธีการหรือขั้นตอน (process improvement) เพื่อพัฒนาปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ (product,service) ให้มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ จนถึงการส่งมอบ (Release) และการบำรุงรักษา (Maintainance) เพื่อให้ทุกองค์กรนำไปใช้ปรับปรุงคุณภาพซอฟต์แวร์ ปัจจุบันเป็น CMMI version 1.2 (สิงหาคม 2006) 
          CMMI ในเวอร์ชั่น 1.2 ประกอบไปด้วย 22 process areas ที่วัดได้จาก capability หรือ maturity levels (ซึ่งจะอธิบายต่อไป) โดย CMMI พัฒนามาจาก Software Engineering Institute (SEI) 
         
ก่อนหน้าที่จะมี CMMI นั้นมีโมเดลที่ใช้วัดประสิทธิภาพของกระบวนการพัฒนา เช่น 
            SW-CMM 
            SECM 
            IPD-CMM 
          แต่เกิดปัญหาความยุ่งยากซับซ้อน เพราะมีหลายตัวเกินไป บางอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เรียกคนละชื่อก็เกิดความสับสน จึงรวมเป็นตัวเดียวในปัจจุบันคือ CMMIองค์ประกอบที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต ได้แก่ 
          1.  คน (people) 
          2.   วิธีการผลิตและการบำรุงรักษา (Procedure , Method) 
          3.   เครื่องมือที่ช่วยในการผลิต (Tools) 

          CMMI แก้ปัญหาความยุ่งยากในการใช้ Process Model หลายโมเดลที่แต่ละโมเดลก็จะเกี่ยวกับงานในแต่ละด้าน CMMI เป็นการรวมหลายๆ Process Models เข้าเป็นโมเดลเดียวโดยได้รวม 3 โมเดลต่อไปนี้คือ 
          1.   The Capability Maturity Model for Software (SW-CMM) เวอร์ชั่น 2.0 
          2.   The Systems Engineering Capability Model[1] (SECM) หรือรู้จักในอีกชื่อว่า Electronic Industries Alliance 731 
          3.   The Integrated Product Development Capability Maturity Model (IPD-CMM) เวอร์ชั่น 0.98

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : http://wiki.nectec.or.th/setec/Knowledge/CMMI

Posted in ความรู้ทั่วไป | No Comments »

Web 2.0 คืออะไร

October 28th, 2007 by Administrater

          Web 2.0 ถูกนำมากล่าวถึงอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในการประชุม web development ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งนำโดย O’Reilly Media และ MediaLive International มีการตีความหมายของ Web 2.0 หลากหลายด้วยกัน ซึ่งสรุปได้ว่า Web 2.0 เป็นระยะที่สองของสถาปัตยกรรม และการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นยุคที่สองของให้บริการบนอินเทอร์เน็ต หลังจาก Web 1.0 เริ่มเสื่อมความนิยมลง แอปพลิเคชันที่ประกอบด้วยคุณลักษณะแบบ Web 2.0 มักถูกออกแบบขึ้นจากเทคนิคต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้นในยุค 90 อาทิเช่น public web service APIs Ajax (Asynchronous JavaScript And XML) และ web syndication (Web feeds เช่น RSS feeds เป็นต้น) เป็นต้น บางครั้งคำว่า Web 2.0 ก็รวมไปถึงรูปแบบใหม่ ๆที่เกิดขึ้นในบนอินเทอร์เน็ต เช่น blogs, wikis, tags, podcasts เป็นต้น

โดยแนวทางของ Web 2.0 สามารถสรุปได้ดังนี้ 
          - เว็บมีหน้าที่เป็น computing platform ที่ให้บริการเว็บแอปพลิเคชัน แก่ผู้ใช้บริการทางอินเทอร์เน็ต 
          - มีดาต้าเป็นองค์ประกอบสำคัญ 
          - มีเน็ตเวริค์ที่เกิดจากการเข้ามามีส่วนรวมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต มีการสื่อสารระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เปิดกว้าง 
          - มีการจัดหมวดหมู่เนื้อหาและการจัดระเบียบภายในเว็บที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสถาปัตยกรรมบนเว็บมีการพัฒนามากขึ้น 
          - Web 2.0 เป็นคำที่ใช้ในแง่การตลาด เพื่อแบ่งแยกธุรกิจบนเว็บยุคใหม่ออกจากยุคเริ่มต้น (ยุค 90) 
          - มีการตอบรับอย่างตื่นตัวต่อนวัตกรรมใหม่ ในแวดวงเว็บแอปพลิเคชัน และบริการทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งได้รับแรงผลักดันอย่างมากในช่วงกลางปี 2548 
          - เปลี่ยนจากเว็บไซด์แบบ static การค้นหาจาก search engines และ การท่องอินเทอร์เน็ตจากเว็บไซด์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซด์หนึ่ง กลายเป็นเว็บไซด์แบบ dynamic ที่มีการโต้ตอบและมีการถ่ายทอดข้อมูลระหว่างเว็บไซด์ โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทำการค้นหาด้วยตนเอง
          หลายคนสงสัยว่า Web 1.0 มีลักษณะเป็นเช่นใด และเหตุใดจึงมีการกำเนิด Web 2.0 ขึ้น Web 1.0 ในทุกวันนี้ได้รับการนิยามว่า เป็นหน้า HTML แบบหยุดนิ่ง (static) ที่แทบจะไม่ได้รับการอัพเดทข้อมูล และส่วนมากจะถูกสร้างขึ้นจาก HTML ซึ่งแม้แต่ความสำเร็จของอินเทอร์เน็ตในยุคดอทคอม ก็เนื่องมาจากมีการสร้างเว็บไซด์ที่มีลักษณะไม่หยุดนิ่ง (dynamic) มากขึ้น และมีระบบจัดการเนื้อหา (Content management systems) ที่ทำหน้าที่จัดการเนื้อหาจากดาต้าเบส (ซึ่งยุคที่เว็บไซด์เริ่มมีการพัฒนาดังกล่าว อาจถูกเรียกว่า Web 1.5) 
          แรงผลักดันที่ทำให้ Web 2.0 ถือกำเนิดขึ้น ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการพัฒนาความเร็วของอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีผลอย่างมากต่ออัตราการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น อีกสาเหตุหนึ่งคือผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่หลากหลายขึ้น เช่น การค้นหาข้อมูล ทำธุรกิจ และการซื้อสินค้าออนไลน์ เป็นต้น

อิทธิพลของ Web 2.0 ที่มีต่อพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน
          การติดต่อสื่อสารโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลางเพื่อสร้างชุมชนออนไลน์ขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ blogs และ wikis นอกจากนี้บางเว็บไซด์ได้มีการให้บริการ RSS feeds เป็นจำนวนมากภายในหน้าเว็บของตน ในขณะที่บางเว็บไซด์ได้สร้างลิงค์ที่ลิงค์ไปยังเว็บไซด์อื่น ๆชนิดเจาะลึกเข้าถึงข้อมูล 
          ความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลทางเว็บ การติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงการส่งข้อความต่าง ๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ที่ Web 2.0 พัฒนาขึ้น ได้ก่อให้เกิดการโยงใยทางสังคมที่แน่นแฟ้นระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในยุคก่อนหน้านี้ 
          นอกจากนี้ได้มีการใช้ Ajax ในการพัฒนาเว็บไซด์ที่สามารถทำงานคล้ายคลึงแอปพลิเคชันในเครื่องพีซี เช่น word processing spreadsheet และ slide-show presentation เป็นต้น Wysiwyg (What You See Is What You Get) และ wiki เป็นตัวอย่างของเว็บไซด์ประเภทดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีเว็บไซด์ที่ช่วยเรื่องการจัดการโครงการ และการประสานงานต่าง ๆ อีกด้วย

ที่มา : http://wiki.nectec.or.th/setec/Knowledge/WebTwoDotZero

Posted in ความรู้ทั่วไป | No Comments »

Ajax คืออะไร

September 20th, 2007 by Administrater

          Ajax ไม่ใช่ชื่อของการเขียนโปรแกรมหรือเป็นชื่อของภาษาที่ใช้ในการโปรแกรม แต่เป็นชุดของเทคโนโลยีต่างๆ Ajax ย่อมาจาก Asynchronous JavaScript? And XML; ซึ่งหมายถึงการทำงานร่วมกันของ JavaScript? และ XML แบบ Asynchronous มีหลักการทํางาน 2 ประเด็น คือ การ update หน้าจอแบบบางส่วน และการติดต่อสื่อสารกับ Server โดยใช้หลักการ Asynchronous ทําให้ผู้ใช้ไม่ต้องหยุดการทํางาน เพื่อรอการประมวลผลจาก Server รวมถึงการโหลดและการรีเฟรชหน้าจอ ของบราวเซอร์ทางฝั่ง Client มีการใช้ Ajax โดยการเพิ่มเลเยอร์ระหว่าง user browser กับ server ทําให้ผู้ใช้สามารถทํางานได้โดยไม่ต้องรอให้ Client ติดต่อไปยัง Server รวมถึงการโหลดและการรีเฟรชหน้าจอทั้งหมดด้วย ดังนั้นผู้ใช้สามารถใช้งาน application ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น AJAX จึงไม่ใช่เทคโนโลยีในตัวของมันเอง แต่ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีหลายๆ ตัวมารวมกันเช่น JavaScript?, DHTML, XML, Css, Dom และ XMLHTTPRequest  

          Ajax engine ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง client และ server ฉะนั้นเมื่อ client มี requestแทนที่จะส่ง HTTP request ไปยัง server โดยตรง client จะส่ง JavaScript? call ไปยัง Ajax engine เพื่อโหลดข้อมูลที่ user ต้องการ และหาก Ajax engine ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในการตอบสนองต่อ user Ajax engine จะส่ง request ไปยัง server โดยใช้ XML 

การทำงานของ Ajax
          AJAX จะช่วยลดการติดต่อระหว่าง Client กับ Server โดยในการโหลดหน้าเว็บนั่น บราวเซอร์จะโหลดข้อมูลจาก AJAX engine แทนการร้องขอข้อมูลจาก server โดยตรง ดังนั้น Ajax จะทำหน้าที่ทั้งการ render ส่วนติดต่อกับผู้ใช้และติดต่อไปยัง server แล้ว AJAX engine อนุญาติให้การกระทำต่างๆ ใน web application เป็นแบบ Asynchronous คือความเป็นอิสระในการติดต่อไปยัง server นั่นเอง ดังนั้นผู้ใช้จะไม่พบกับบราวเซอร์หน้าขาวๆ อีกต่อไป และไม่ต้องรอการโหลดข้อมูลต่างๆ จาก server 

ข้อดีของ Ajax
          1. ตอบสนองต่อผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากการ update แบบบางส่วน
          2. ผู้ใช้ไม่ต้องหยุดรอคอยการประมวลของ server เนื่องจากการติดต่อแบบ Asynchronous
          3. รองรับกับบราวเซอร์หลักๆที่สามารถใช้ JavaScript? ได้
          4. ทำให้การประมวลผลที่ Server มีความรวดเร็วขึ้นเนื่องจากการประมวลผลที่ Server ลดลง
          5. ไม่ต้องทำการติดตั้ง หรือใช้ Plugs-in
          6. ไม่ยึดติดกับ Platform หรือภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม
          7. เป็นเ ทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ได้เป็นของนักพัฒนาเว็บแอพลิเคชั่นคนใด นั่นคือทุกคนมีสิทธิ์เข้ามาพัฒนาแอพลิเคชั่นตัวนี้

ที่มา : http://wiki.nectec.or.th/setec/Knowledge/Ajax

Posted in การพัฒนาเว็บไซต์ | No Comments »

หลักเกณฑ์ในการนำเนื้อหาหรือ Software จากภายนอกมาแสดงบน เว็บไซต์

September 7th, 2007 by admin

     กรณีที่มีการนำเนื้อหาจากภายนอกมาแสดง ณ ยังเว็บไซต์ ขององค์กรเช่น เนื้อหาที่เป็นเอกสาร เว็บเพจ หรือไฟล์เอกสารต่างๆ (Word,Acrobat) รวมทั้ง Software ต่างๆจะต้องกระทำตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
     1. ทำการตรวจสอบข้อมูลทางด้านลิขสิทธิ์และทรัพย์สินจากเจ้าของเนื้อหา หรือ Software เหล่านั้นเสียก่อนว่าปิดโอกาสให้นำไปเผยแพร่ต่อได้หรือไม่
     2. หากต้องมีการขออนุญาตเจ้าของเนื้อหาหรือ Software จะต้องมีการทำหนังสือเป็นลายลักษณ์ อักษร
     3. กรณีที่ได้รับอนุญาตแล้วหรือสามารถเผยแพร่ได้โดยไม่ผิดต่อเงื่อนไขทางด้านลิขสิทธิ์และทรัพยสินทางปัญญาจะต้องมีการแสดงแหล่งที่มาของเนื้อหาเหล่านั้นประกอบกัลป์เนื้อหาด้วยทุกครั้ง เช่นได้มาเว็บไซต์ใด หรือได้รับอนุญาตจากหน่วยงานหรือบริษัทใดเป็นต้น ยกเว้นกรณีที่มีการจัดซื้อเนื้อหาเหล่านั้นมาเพื่อนำมาเผยแพร่โดยเฉพาะ

Posted in การพัฒนาเว็บไซต์ | No Comments »

หลักเกณฑ์การใช้ Multimedia

September 7th, 2007 by admin

     ในการใช้งาน Multimedia  บนเว็บไซต์ จะมีข้อดีคือทำให้ มีความสวยงามแปลกและเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้น แต่จะมีข้อเสียคืออาจทำให้เกิดความล่าช้าในการ Download หน้าเว็บเพจ เพิ่มมากขึ้น และการใช้ไฟล์ Multimedia บางประเภทจำเป็นที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เข้าชมต้องทำการติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมทำให้ไม่สามารถแสดงผลได้กับคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมดังกล่าว
     - หลักเกณฑ์ในการใช้งานไฟล์ Multimedia แบบ Flash ได้แก่ไม่ควรสร้าง Multimedia ที่ประกอบด้วยรูปภาพจำนวนมากควรจะใช้เครื่องมือวาดรูปของโปรแกรม Flash เอง เพื่อให้ได้ขนาดไฟล์ที่ไม่ใหญ่จนเกินไปและ Download ได้เร็วกว่า
     - หลักเกณฑ์ในการใช้ไฟล์ Video และ Audio ไม่ควรใช้ไฟล์แบบ WAV เพราะจะมีขนาดใหญ่ควรเปลี่ยนมาใช้ไฟล์ที่มีขนาดเล็กกว่าเช่น mp3,ram หรือ wmv หากต้องการแสดงผล Video ควรจะใช้กระบวนการแบบ Streaming ซึ่งเป็นการลดระยะเวลาในการ Download ทำให้การแสดงผลรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่นไฟล์แบบ Streaming ของ Real,Quick Time และWindows Media เป็นต้น
     - หากมีการเรียกใช้ไฟล์ Multimedia ที่ต้องการโปรกรมพิเศษในการเรียกดูควรมี่จะทำ Link สำหรับการ Download โปรแกรมเหล่านั้นไว้ด้วยหากเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมสามารถ Download โปรแกรมเหล่านั้นจากเว็บไซต์ หน่วยงานนั้น จะต้องทำการตรวจสอบข้อมูลทางด้านลิขสิทธ์ของเจ้าของโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นๆก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่

Posted in การพัฒนาเว็บไซต์ | No Comments »

หลักเกณฑ์ในการเลือกภาพ Graphic

September 7th, 2007 by admin

     - ขนาดไฟล์ไม่ควรเกิน 80 กิโลไบต์ เพื่อความรวดเร็วในการแสดงผล
     - ใช้ไฟล์แบบ JPEG สำหรับรูปถ่าย หรือรูปที่มีสีเกิน 256 สี
     - ใช้ไฟล์แบบ GIF สำหรับภาพวาดหรือภาพการ์ตูนที่มีสีไม่เกิน 256 สี
     - เลือกภาพที่มีความน่าสนใจและดึงดูด เพื่อไม่ให้เสียเวลาที่เสียไปในการ Download
     - ภาพเปล่าประโยชน์

Posted in การพัฒนาเว็บไซต์ | No Comments »

การกำหนดชื่อไฟล์ และนามสกุลของไฟล์เอกสารเว็บ

September 7th, 2007 by admin

     - การตั้งชื่อควรใช้ตัวอักษร a - z หรือตัวเลข 0 - 9 ผสมกันก็ได้
     - ห้ามตั้งชื่อไฟล์เป็นภาษาไทย
     - หน้าแรกของเว็บไซต์ ควรตั้งชื่อ index หรือ default ก็ได้

Posted in การพัฒนาเว็บไซต์ | No Comments »

การแสดงภาษา

September 7th, 2007 by admin

     - เลือกฟอนต์ที่ต้องการจากตัวเลือก Font โดยเอกสารภาษาไทยควรกำหนดฟอนต์เป็น MS Sans Serif หรือ Tahoma สำหรับเอกสารภาษาอังกฤษ กำหนดเป็น Arial
     - ขนาดตัวอักษร สามารถกำหนดได้อิสระ และเมื่อกำหนดแล้ว ผู้ใช้ปลายทางยังสามารถปรับเปลี่ยนได้อิสระ
     - การพิมพ์ข้อความไม่ต้องสนใจระยะกั้นหลัง เพราะโปรแกรมจะตัดคำให้โดยอัตโนมัติ สำหรับเอกสารภาษาไทย ควรเว้นวรรคให้กับประโยคเป็นระยะๆ อย่าพิมพ์ติดกัน
     - การกดปุ่ม <Enter> จะกระทำเมื่อต้องการขึ้นบรรทัดใหม่, เว้นบรรทัด หรือจบพารากราฟ
     - หากต้องการขึ้นบรรทัดใหม่ ก่อนจบพารากราฟให้กดปุ่ม <Shift><Enter>

Posted in การพัฒนาเว็บไซต์ | No Comments »

การจัดระบบข้อมูลในเว็บไซต์

September 7th, 2007 by admin

     - ก่อนการออกพัฒนาเว็บไซต์ให้ทำการวางแผน และทำการกำหนดหัวข้อทีต้องการในการนำเสนอก่อนทุกครั้ง เพื่อช่วยให้การพัฒนาเว็บไซต์ออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ และง่ายต่อการพัฒนาต่อ
     - สร้างความสัมพันธ์เอกสารข้อมูล โดยเรียงลำดับความสำคัญ ของข้อมูลที่ใช้ในการนำเสนอ
     - กำหนดชื่อไฟล์ของเอกสารเว็บ ให้สามารถสื่อเข้าใจได้ง่าย และต้องทำการตั้งชื่อไฟล์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น
     - สร้างโฟลเดอร์เฉพาะ สำหรับเอกสารเว็บแต่ละชุด/เรื่อง เพื่อความเป็นระเบียบ และต้องทำการตั้งชื่อโฟลเดอร์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น
     - จัดหาภาพ หรือสร้างภาพที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา หลังจากนั้นให้นำภาพที่ต้องใช้งานทั้งหมดบันทึกไว้ในโฟลเดอร์ที่สร้างไว้ก่อน เพื่อความสะดวกต่อการเรียกใช้งาน
     - สร้างเอกสารเว็บ โดยการลงรหัส HTML หรือใช้โปรแกรมช่วย หลังจากนั้นให้นำไฟล์เอกสาร HTML ทุกไฟล์บันทึกไว้ในโฟลเดอร์ที่สร้างไว้ก่อน เพื่อความสะดวกต่อการเรียกใช้งาน
     - ตรวจสอบผล เอกสาร HTML ด้วยเว็บเบราเซอร์ เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากเว็บเบราเซอร์แต่ละค่าย แต่ละรุ่น รู้จักคำสั่ง HTML ไม่เท่ากัน

Posted in การพัฒนาเว็บไซต์ | No Comments »

ขั้นตอน และกระบวนการพัฒนาเว็บไซต์

September 7th, 2007 by admin

ขั้นตอนที่ 1 : เก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับพัฒนาเว็บไซต์
     1. กำหนดเป้าหมายหลักของเว็บไซต์
     2.
เนื้อหาสำหรับจัดทำเว็บไซต์

ขั้นตอนที่ 2 : พัฒนาเนื้อหา (Site Contact)
     1.
สร้างกลยุทธ์การนำเสนอข้อมูล เพื่อให้เนื้อหาบนเว็บไซต์ เป็นที่น่าสนใจ
     2.
กำหนดขอบเขตเนื้อหาที่จะนำเสนอ
     3.
จัดรูปแบบเนื้อหาข้อมูลให้ถูกต้องอย่างมีระบบ

ขั้นตอนที่ 3 : พัฒนาโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure)
     1.
จัดทำแผนผังโครงสร้างข้อมูล
     2.
พัฒนาระบบเนวิเกชั่น

ขั้นตอนที่ 4 : ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ (Visual Design)
     1.
ออกแบบลักษณะหน้าจอโฮมเพจ และเว็บเพจ
     2.
พัฒนาเว็บเพจต้นแบบที่จะใช้สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์
     3.
พัฒนาเครื่องมือสำหรับ Update หรือเพิ่มเติมข้อมูลต่างๆในเว็บไซต์

ขั้นตอนที่ 5 : พัฒนาและดำเนินการ (Production and Operation)
     1.
ใส่ข้อมูล และเนื้อหาที่จะนำเสนอลงในหน้าจอโฮมเพจ และเว็บเพจ
     2.
เปิดตัวเว็บไซต์ และทำให้เป็นที่รู้จัก
     3.
ดูแล และพัฒนาต่อเนื่อง

Posted in การพัฒนาเว็บไซต์ | No Comments »

« Previous Entries

Recent Posts

Categories

Blogroll

Archives:

Search:

Meta: